รูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทย

Posted on Updated on

สถาบันอุดมศึกษาเป็นสถานศึกษาที่ให้การศึกษาในระดับปริญญา มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพขั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ โดยทั่วไปแล้วจะจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท และเอก ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และสถาบันของรัฐในสังกัดอื่นๆ นอกเหนือไปจากกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อพิจารณาเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาของรัฐแล้วจะพบว่าเกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารจากเดิมที่ได้การสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินจากรัฐบาลในการดำเนินงาน มาสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับที่ต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น และบทความชิ้นนี้เป็นการนำเสนอกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทยในภาพรวม

สถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยนั้นถือว่าเป็นสถาบันที่สำคัญในสังคมไทย กล่าวคือเป็นสถานศึกษาที่มุ่งสร้างคนไทยให้มีความรู้ความสามารถ และแข่งขันได้ในสังคมโลกที่มีพลวัตรสูงเช่นปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทั้งจากกระแสภายในประเทศและกระแสสังคมโลกทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวและต้องปฏิบัติในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะความจำเป็นของมหาวิทยาลัยไทยในการจัดหารายได้ด้วยตนเองนอกเหนือไปจากเงินรายได้ที่ได้รับความสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล อันเนื่องมากจากข้อจำกัดของการจัดทำงบประมาณของประเทศไทยที่มหาวิทยาลัยของรัฐต้องเสนอของบประมาณโดยแข่งขันกับส่วนราชการอื่นๆ ประกอบกับรายได้ที่มหาวิทยาลัยหามาได้ด้วยตนเองนั้น มหาวิทยาลัยสามารถบริหารจัดการภายใต้ระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ ซึ่งงบประมาณจากรัฐบาลและรายได้ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้สามารถมีการดำเนินการตามนโยบายและบริหารงานตามความจำเป็นของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยจึงต้องกำหนดทิศทางในการพัฒนาโดยเฉพาะเรื่องต่างๆ ในการบริหารให้ชัดเจน

การบริหารสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบันอาจแบ่งได้ 2 รูปแบบ คือการบริหารแบบบริษัท (University – Company) และการบริหารที่เน้นสังคม (University – Society)

รูปแบบการบริหารทั้งสองรูปแบบมีแนวคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกันได้ดังนี้ (UNESCO, Havana Conference อ้างถึงในมานิต บุญประเสริฐ และคณะ, 2550)

แนวคิดหลัก การบริหารแบบบริษัท การบริหารแบบที่เน้นสังคม
การประเมินคุณภาพ คุณภาพตัดสินด้วยความสามารถของบัณฑิตในการมีงานทำ และมีการนำแนวคิดการตลาดมาใช้กับการจัดการศึกษา คุณภาพมีความหมายกว้าง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่สังคมได้รับเป็นสำคัญ
ความมีอิสระ

ในการสร้างสรรค์

งานวิชาการ

สถาบันอุดมศึกษาสูญเสียธรรมชาติในตัวเองเมื่อนำแนวคิดการตลาดมาใช้กับกิจกรรมของสถาบัน มีอิสระในการแสวงหาความจริงและการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาสามารถปฏิเสธที่จะอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐหรืออำนาจใดๆ
การเข้าถึงอุดมศึกษา จำนวนนักศึกษาที่รับเข้าศึกษาจะต้องสมดุลกับความต้องการของวิชาชีพนั้นๆ และมีการจำกัดการรับ ดังนั้นสิทธิทางการศึกษาจึงมิใช่ของทุกคนอย่างแท้จริง การศึกษาเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่จัดการศึกษาให้กับประชาชน ตามความต้องการของเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ดังนั้นคุณภาพและปริมาณจึงต้องได้รับการพิจารณาร่วมกัน
การวิจัย งานวิจัยมีความสำคัญเป็นอันดับรอง งบประมาณสนับสนุนการวิจัยจะได้รับการพิจารณาก็ต่อเมื่อมีความต้องการจากผู้ใช้ ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนามักจะเป็นภาระของประเทศที่พัฒนาแล้ว งานวิจัยเป็นเรื่องหลักของสถาบันอุดมศึกษา ทั้งงานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยประยุกต์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ช่วยพัฒนาความเป็นอิสระทางวิชาการ และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ความสำคัญ

ของการศึกษา

เงื่อนไขของความสำคัญของการศึกษาขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มี เมื่อใดที่มีงบประมาณจำกัด ความสำคัญของการศึกษาย่อมมีความสำคัญรองลงมา การศึกษาเป็นกระบวนการทางสังคม เป็นลูกโซ่ของการศึกษา ต้นทุน โอกาสทางการศึกษาเชื่อมโยงกับปัจจัยอื่นในการพัฒนาสังคม
การศึกษาคือต้นทุนและการลงทุน ต้นทุนทางการศึกษาจะต้องควบคุมให้น้อยลง และขึ้นอยู่กับงบประมาณของรัฐ การศึกษาคือการลงทุน ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ของการวัดประสิทธิภาพ คือ การคำนวณต้นทุนและผลลัพธ์ที่ได้ ด้วยการใช้วิธีการคิดทางเศรษฐศาสตร์ แนวคิดเรื่องประสิทธิภาพไม่จำกัดขอบเขตในเรื่องของเศรษฐศาสตร์และต้นทุนทางบัญชี แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพ ความสอดคล้องและความเท่าเทียมในระยะยาว
การศึกษาฝึกอบรม

เป็นฐานการเก็บภาษี

ผู้เรียนที่ได้รับการศึกษาฝึกอบรมจากสถาบันอุดมศึกษาแล้วจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงเป็นรายได้ เมื่อจบการศึกษาเป็นกำไร ดังนั้นรายได้นี้จึงเก็บภาษีได้ รายได้ทางการศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นกับบุคคล แต่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบนอกการศึกษา เช่น ระบบตลาดงาน ได้คนมีความสามารถไปทำงาน ดังนั้น การศึกษาฝึกอบรมจึงไม่สามารถเก็บภาษีได้
การช่วยเหลือจากรัฐ ระบบการเงินที่อาศัยการสนับสนุนจากรัฐเป็นระบบที่ล้าหลัง คนจนต้องจ่ายภาษีเพื่อช่วยคนรวย ค่าเล่าเรียนเป็นกลไกที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ระบบการเงินที่ลดการแทรกแซงจากรัฐและใช้ค่าเล่าเรียนเป็นหลัก เป็นระบบที่ย้อนยุค การลดความไม่เท่าเทียมกันต้องเน้นนโยบายของรัฐในเรื่องการเก็บภาษีและการจัดสรรงบประมาณ
ความเท่าเทียมกัน

ทางสังคม

ระบบจะก่อให้เกิดความเท่าทียมกันเมื่อผู้เรียนจ่ายค่าเล่าเรียนเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่แต่ละครอบครัวที่มีเงินต้องจ่ายเงินทุนเพื่อการศึกษาสำหรับผู้ยากจน การสร้างระบบให้เกิดความเท่าเทียมแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและนโยบายที่ครอบคลุมถึงความรับผิดชอบของนโยบายของรัฐบาลโดยรวม

เมื่อพิจารณารูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทยในปัจจุบันเปรียบเทียบกับแนวความคิดที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่า ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนมีลักษณะเป็นการบูรณาการการรูปแบบการบริหารทั้งสองแนวความคิดมาใช้ เนื่องจากทั้งสองรูปแบบมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ หากมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับเรื่องต้นทุนและผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจหรือรูปแบบบริษัท จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นทั้งผลบวกและผลลบ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยให้ความสนใจกับผลตอบแทนทางการเงินทั้งในเรื่องสอนและการทำวิจัยซึ่งกระทบต่อจรรยาบรรณในฐานะนักวิชาการ และมีการสร้างหลักสูตรที่เน้นอาชีพมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในสังคม ทำให้มีผลกระทบต่อองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมทั้งความรู้ในเชิงองค์รวม และความคิดแบบบูรณาการ ผลในเชิงบวกได้แก่การที่มหาวิทยาลัยมีรายได้เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากความสามารถในการแข่งขันจะก่อให้เกิดการพัฒนามหาวิทยาลัยในหลายด้านทั้งในเรื่องวัสดุอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ และสามารถให้ทุนนักศึกษาที่ขาดแคลนได้มากขึ้น มีการเจริญเติบโตของหลักสูตรด้านอาชีพมากขึ้น รวมถึงเป็นการขยายโอกาสความสามารถในการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประชาชนทั่วไป

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีกระแสเปลี่ยนแปลงทำให้มหาวิทยาลัยต้องมีการพัฒนารูปแบบการบริหารไปสู่รูปแบบธุรกิจมากขึ้น ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการที่กำกับนโยบายการศึกษาของชาติ จะต้องร่วมกันพิจารณาว่าสถาบันอุดมศึกษาต้องปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันในลักษณะเชิงการตลาดมากเพียงใด จึงจะสามารถรักษาบทบาทหน้าที่หลักของสถาบันอุดมศึกษาไว้ได้ และรูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาควรมีความเป็นเอกชนหรือลักษณะบริษัทเท่าใด รัฐจะมีบทบาทอย่างไรในการกำหนดนโยบายเพื่อรักษาบทบาททางสังคมของสถาบันอุดมศึกษาไว้ให้ได้

เอกสารอ้างอิง

มานิต บุญประเสริฐ และคณะ. (2550). รายงานการวิจัยเรื่อง การพัฒนาภาวะผู้นำในระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s