Latest Event Updates

วิถีชีวิตคนมีมือถือ

Posted on Updated on

มือถือที่จะพูดถึงในที่นี้คือโทรศัพท์มือถือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีนะครับ ไม่ใช่มือที่เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายซึ่งใช้จับใช้ถืออะไร

เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้วที่ผมมีมือถืออยู่ใกล้ตัวแทบจะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ด้วยความเคยชินหรืออย่างไรไม่ทราบ จะดีหน่อยก็ตอนอาบน้ำไม่เอาเข้าห้องน้ำไปด้วย เพราะมันคงทุลักทุเลมากในการรับสายขณะอาบน้ำ แต่ที่น่าอนาจใจยิ่งกว่าคือในขณะที่กำลังนั่งชักโครก (มือถืออยู่ในกางเกงพอดี) เกิดมีคนโทรเข้า ถ้าเจอแบบนี้ผมไม่รับสายล่ะครับ ไม่ว่าใครโทรมาก็ตาม เพราะคงจะไม่สุภาพอย่างมากถ้ารับสายไปด้วย

คนวัยสามสิบต้นๆอย่างผม จัดเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากโลว์เทคไปไฮเทค ได้มีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีต่างๆตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ผมเคยได้ใช้ "โทรศัพท์เคลื่อนที่" ซึ่งจะให้เรียกว่าโทรศัพท์มือถือก็ตะขิดตะขวงใจ เำพราะขนาดที่ใหญ่โต มีน้ำหนักสี่กิโลกว่า ไม่ได้โทรหาใครหรอกครับก็โทรเข้าเบอร์บ้านตัวเองนั้นแหละ นอกจากนี้ยังเคยลองใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นคลาสสิค ซึ่งเรียกกันเล่นๆว่ารุ่นกระดูกหมา ที่พูดมาทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของส่วนตัวนะครับ เด็กๆสมัยนั้นยังไม่มีใครมีมือถือเป็นของตัวเองหรอก อย่างที่บ้านผมมีกันห้าคนพ่อแม่ลูก พ่อผมมี Nokia 101 คนเดียว ยังเก็บไว้อยู่เลย ส่วนแม่กับลูกก็ยืมพ่อใช้

125px-DynaTAC8000X

 

ถ้าจะให้ไล่ เรียงเทคโนโลยีของมือถือจนมาถึง iPhone หรือ blackberry ก็จะเกินความสามารถไปหน่อย แต่มีประเด็นที่อยากจะกล่าวถึงมือถือในแง่ที่กระทบกับวิถีชีวิตของตัวเองและ คนรอบข้างเท่าที่สังเกตพบ

สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ได้จัดพิมพ์หนังสือ "มือถือ…ในมือเด็ก" เขียนโดยคุณฐิตินันต์ ศรีสถิตและคุณอวยพร แต้ชูตระกูล เป็นคู่มือเพื่อการใช้โทรศัพท์มือถือของเด็กและเยาวชนอย่างสร้างสรรค์ เท่าทันและปลอดภัย ภายในประกอบด้วยเนื้อหาที่น่าใจมากมายเกี่ยวกับการใช้มือถือ และข้อมูลสถิติต่างๆ ส่วนที่โดนใจผมและสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนมีมือถืออย่างเราๆท่านๆ คือเรื่องอาการเสพติดมือถือ โดยให้สำรวจตัวเองว่ามีอาการเข้าข่ายตามรายการต่างๆเหล่านี้หรือไม่ เช่น ตื่นเช้ามาควานหามือถือก่อน เพื่อดูว่ามี missed call หรือป่าว เวลากินข้าวเอามือถือไว้ข้างจานเสมอ ลืมมือถือไว้ที่บ้านทำให้หมดความมั่นใจ และทันทีที่ออกจากเครื่องบินหรือโรงภาพยนตร์ อย่างแรกที่ต้องทำคือเช็คว่ามีใครโทรมา ฯลฯ อาการที่กล่าวมานี้คงเป็นกันบ้างไม่มากก็น้อย อาจจะมีมากกว่านี้ก็น่าจะเข้าขั้นเสพติด

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ามือถือทำให้วิถีชีวิตของคนเราเปลี่ยนไปอย่างน้อยสองเรื่อง

เรื่องแรก การนัดหมาย ไม่ว่าจะนัดเพื่อน นัดแฟน นัดเรื่องงาน หรือนัดอาจารย์ มักจะไม่ได้ระบุเวลาหรือแม้กระทั่งสถานที่ไว้อย่างชัดเจน โดยอาศัยประโยชน์จากการที่ทุกคนมีมือถือ เช่น นัดเพื่อนไปซื้อของที่ตลาดนัด ก็จะไปถึงก่อนแล้วค่อยโทรหากัน ประเด็นต่อเนื่องคือประโยคที่ติดปากในการคุยโทรศัพท์ของคนส่วนใหญ่ คือ จะถามอีกฝ่ายว่า "อยู่ไหน?" ผมเคยเจอกับตัวเอง เพื่อนโทรมาหาที่บ้าน คือโทรเข้่าเบอร์บ้านนะครับ พอรับสายปุ๊บ เพื่อนถามผมเลยว่า "เฮ้ย อยู่ไหน?" ไอ้เราก็งงสิ โทรมาที่บ้านเราแท้ๆดันมาถามเราว่าอยู่ไหน เลยคิดได้ว่าคงจะเคยชินที่ถามซะมากกว่าที่ต้องการได้คำตอบจริงๆ อีกครั้งหนึ่งในระหว่างสอนหนังสือ กำลังยกประเด็นเรื่องนี้มาให้นักศึกษาอภิปรายกัน บังเอิญมีคนโทรมาหานักศึกษาคนหนึ่ง มือถือก็ดังพอดี ผมอนุญาตให้นักศึกษาคนนั้นรับสาย โดยบอกกับทุกคนในห้องว่า คนที่โทรมาต้องถามว่าอยู่ไหนแน่เลย ผมไม่ได้ยินเสียงคนที่โทรมานะครับ แต่ได้ยินนักศึกษาคนนั้นตอบกลับไปว่า "อยู่วิทยาลัย เรียนหนังสืออยู่…"

เรื่องที่สอง ความสามารถในการจดจำตัวเลขจะด้อยลงเมื่อมีมือถือ ก่อนหน้านี้ผมสามารถจำเบอร์โทรศัพท์ เพจเจอร์ของเพื่อนได้มากกว่ายี่สิบเบอร์ บางคนจำได้มากกว่าผมเสียอีก อาจเป็นเพราะต้องใช้เป็นประจำเลยจำได้ ไม่ว่าจะต้องกดหมายเลขกับแป้นโทรศัพท์ หรือบอกกับโอเปอร์เรเตอร์ในกรณีต้องการเพจไปหา (คนอายุต่ำกว่าสามสิบอาจไม่เข้าใจ) ทุกวันนี้เบอร์ของแฟนยังไม่แน่ใจเลย เพราะเมมไว้แล้ว

นอกจากนี้ หากมองในเชิงคุณค่าของมือถือ นักศึกษาในมหาวิทยาัลัยที่ผมสอนบางคนมีมือถือรุ่นใหม่ ราคาแพง แต่ถูกใช้เป็นเพียงสมุดจดเบอร์โทรศัพท์ เพราะเห็นเดินไปใช้โทรศัพท์สาธารณะ โดยเปิดดูเบอร์ที่ต้องการโทรจากมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดไปด้วย
คำกล่าว ที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คงจะมีความเป็นสากลที่ยอมรับได้ทั่วไป ชีวิตในยุคที่มือถือสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ดีไม่แพ้คอมพิวเตอร์ ทำให้เราตระหนักว่าสิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกและแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอให้เรารู้เท่าทัน รู้คุณค่า ตามความเหมาะสมนะครับ
หากสนใจอยากได้หนังสือ "มือถือ…ในมือเด็ก" ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://myfreezer.wordpress.com/2009/11/03/mobile-not-for-kids เข้าใจว่ามีแจกฟรีนะครับ

cover-mobile-not-for-kids

หมายเหตุ

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่  http://chonlataz.blogspot.com/2009/11/blog-post_14.html

เรียนปรัชญาไปเพื่ออะไร

Posted on Updated on

หากเรียนรู้ปรัชญาเพื่อเป็น “นักปรัชญา” คงไม่ทำให้ร่ำรวย  นอกจากนี้อาจถึงขั้นตกงาน

“ปรัชญาคือการคิดในเรื่องชีวิตและประสบการณ์ต่างๆ อย่างมีเหตุผล โดยมุ่งแสวงหาความรู้เพื่อเข้าถึงความจริง” ดังนั้นเมื่อเรียนปรัชญาไปแล้วจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจสิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบปรัชญากับคำสอนทางศาสนาจะพบว่าแตกต่างกันในความคิด ดังตัวอย่างต่อไปนี้

แนวความคิดเชิงปรัชญา: การพูดโกหกเรื่องเล็กน้อยเพื่อทำให้ภรรยาสบายใจเป็นสิ่งที่สามีควรทำหรือไม่?   แนวความคิดเชิงศาสนา การพูดโกหกถือเป็นบาป ไม่ว่าจะโกหกเพื่อให้เกิดผลอะไรก็ตาม

จะเห็นได้ว่า ปรัชญาคือการสอนให้คิดอย่างมีเหตุผล โดยไม่คำนึงถึงอารมณ์หรือความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งแต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการแห่งการใช้เหตุผล และเมื่อเราเรียนรู้ปรัชญามากขึ้นจะพบว่า สิ่งที่เป็น คำถามของปรัชญา หรือข้อสงสัยที่ต้องการหาคำตอบในเชิงปรัชญาจะมีอยู่สามเรื่องหลัก คือ ความจริงคืออะไร (อภิปรัชญา) รู้ได้อย่างไร (ญาณวิทยา) เอาอะไรมาวัด (จริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์)

คนที่มองสิ่งต่างๆรอบตัวในเชิงปรัชญา คือเข้าถึงแก่นแท้หรือหลักการของเรื่องเหล่านั้น จะประสบความสำเร็จในการทำงานหรือในการประกอบอาชีพได้มากกว่าคนที่ไม่คิดอย่างลึกซึ้ง

Mark Zuckerberg หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Facebook ซึ่งเป็นเว็บไซต์สังคมออนไลน์ที่โด่งดังมากที่สุดในขณะนี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่มีมุมมองต่อเรื่องหนึ่งเรื่องใดอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในเชิงเทคนิควิธีการพัฒนารูปแบบเว็บไซต์เช่น Facebook นั้นคงไม่อยากเกินไป แต่การที่ Facebook เป็นที่นิยมก็เป็นเพราะวิธีคิดของ Mark Zuckerberg ที่เข้าใจการดำรงอยู่และความต้องการของสังคมออนไลน์อย่างแท้จริงจึงพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์นั้นออกมาเป็นเว็บไซต์จนได้รับความนิยม

ในความรู้สึกของหลายคน วิชาปรัชญาอาจจะยากเกินไป แต่หากคำนึงถึงศักยภาพที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์อย่างเราแล้วจะพบว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นคือการรู้จักคิด ดังนั้นวิชาปรัชญาจึงสะท้อนความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่งด้วย

ทำความรู้จักวิชาจริยศาสตร์?

Posted on Updated on

วิชาจริยศาสตร์ เป็นการศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความดี ชั่ว ความถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ในเชิงปรัชญา

เป็นวิชาที่ใช้วิธีการทางปรัชญา (การใช้เหตุผล) เพื่อศึกษาเรื่อง คุณค่าทางจริยศาสตร์ (ความดี) ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือการกระทำของมนุษย์

อาจกล่าวได้ว่า จริยศาสตร์เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาเกี่ยวกับ “คุณค่า” การกระทำของมนุษย์ (value in human conduct) โดยมีเหตุผลเป็นพื้นฐานในการโต้แย้ง

การละเมิดกฎหมายรวมถึงการไม่ปฏิบัติตามศีลธรรมจริยธรรมอันดีงาม เป็นสิ่งที่พบเห็นได้จากชีวิตประจำวันและจากสื่อต่างๆ

Business-Ethics-and-Society-DSST

คำถามที่สำคัญคือ ทุกคนรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรควรทำไม่ควรทำ แต่ทำไมจึงยังมีคนทำสิ่งที่ไม่ดีอยู่?

โกหกเป็นสิ่งไม่ดี แล้วพวกเราเคยโกหกหรือไม่?  

การดื่มสุราทำลายสุขภาพและเกิดโทษ รวมถึงผิดศีล เมื่อคืนไปดื่มกันมาหรือเปล่า?

“จริยศาสตร์” ไม่ใช่การสอนที่ตายตัวว่าอะไรดีชั่ว ถูกผิด แต่เป็นเพียงการเสนอความคิดเห็น วิเคราะห์หลักความประพฤติ ให้หลักการโต้แย้งและแสดงเหตุผลอย่างกว้างๆ ในเรื่องการกระทำของมนุษย์ในเชิงของปรัชญา

ผลการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษแรก (พ.ศ.2542 – 2551)

Posted on Updated on

เรียบเรียงจากข้อสรุปของสภาการศึกษาแห่งชาติ

ความสำเร็จมาก

  • การขยายโอกาสทางการศึกษา12 ปี และ 15 ปี
  • การจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ
  • การศึกษาทางเลือก การจัดการศึกษาโดยครอบครัว สถานประกอบการ สถาบันศาสนา ฯลฯ
  • การเพิ่มงบประมาณเพื่อการศึกษา
  • การมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา

ความสำเร็จปานกลาง

  • การปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
  • การใช้แหล่งการเรียนรู้ ครูภูมิปัญญาไทย

ความล้มเหลว

  • การผลิตและพัฒนาครู ผู้บริหาร
  • วิทยฐานะครูและผู้บริหาร กับ ผลการเรียน ของผู้เรียนไม่สัมพันธ์กัน
  • สื่อและเทคโนโลยี

เรื่องที่ล้มเหลว สร้างความแตกแยก และเสียเวลากับการปฏิรูปการศึกษา คือการปฏิรูปโครงสร้าง

รูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทย

Posted on Updated on

สถาบันอุดมศึกษาเป็นสถานศึกษาที่ให้การศึกษาในระดับปริญญา มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพขั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ โดยทั่วไปแล้วจะจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท และเอก ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และสถาบันของรัฐในสังกัดอื่นๆ นอกเหนือไปจากกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อพิจารณาเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาของรัฐแล้วจะพบว่าเกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารจากเดิมที่ได้การสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินจากรัฐบาลในการดำเนินงาน มาสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับที่ต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น และบทความชิ้นนี้เป็นการนำเสนอกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทยในภาพรวม

สถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยนั้นถือว่าเป็นสถาบันที่สำคัญในสังคมไทย กล่าวคือเป็นสถานศึกษาที่มุ่งสร้างคนไทยให้มีความรู้ความสามารถ และแข่งขันได้ในสังคมโลกที่มีพลวัตรสูงเช่นปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทั้งจากกระแสภายในประเทศและกระแสสังคมโลกทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวและต้องปฏิบัติในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะความจำเป็นของมหาวิทยาลัยไทยในการจัดหารายได้ด้วยตนเองนอกเหนือไปจากเงินรายได้ที่ได้รับความสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล อันเนื่องมากจากข้อจำกัดของการจัดทำงบประมาณของประเทศไทยที่มหาวิทยาลัยของรัฐต้องเสนอของบประมาณโดยแข่งขันกับส่วนราชการอื่นๆ ประกอบกับรายได้ที่มหาวิทยาลัยหามาได้ด้วยตนเองนั้น มหาวิทยาลัยสามารถบริหารจัดการภายใต้ระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ ซึ่งงบประมาณจากรัฐบาลและรายได้ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้สามารถมีการดำเนินการตามนโยบายและบริหารงานตามความจำเป็นของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยจึงต้องกำหนดทิศทางในการพัฒนาโดยเฉพาะเรื่องต่างๆ ในการบริหารให้ชัดเจน

การบริหารสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบันอาจแบ่งได้ 2 รูปแบบ คือการบริหารแบบบริษัท (University – Company) และการบริหารที่เน้นสังคม (University – Society)

รูปแบบการบริหารทั้งสองรูปแบบมีแนวคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกันได้ดังนี้ (UNESCO, Havana Conference อ้างถึงในมานิต บุญประเสริฐ และคณะ, 2550)

แนวคิดหลัก การบริหารแบบบริษัท การบริหารแบบที่เน้นสังคม
การประเมินคุณภาพ คุณภาพตัดสินด้วยความสามารถของบัณฑิตในการมีงานทำ และมีการนำแนวคิดการตลาดมาใช้กับการจัดการศึกษา คุณภาพมีความหมายกว้าง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่สังคมได้รับเป็นสำคัญ
ความมีอิสระ

ในการสร้างสรรค์

งานวิชาการ

สถาบันอุดมศึกษาสูญเสียธรรมชาติในตัวเองเมื่อนำแนวคิดการตลาดมาใช้กับกิจกรรมของสถาบัน มีอิสระในการแสวงหาความจริงและการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาสามารถปฏิเสธที่จะอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐหรืออำนาจใดๆ
การเข้าถึงอุดมศึกษา จำนวนนักศึกษาที่รับเข้าศึกษาจะต้องสมดุลกับความต้องการของวิชาชีพนั้นๆ และมีการจำกัดการรับ ดังนั้นสิทธิทางการศึกษาจึงมิใช่ของทุกคนอย่างแท้จริง การศึกษาเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่จัดการศึกษาให้กับประชาชน ตามความต้องการของเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ดังนั้นคุณภาพและปริมาณจึงต้องได้รับการพิจารณาร่วมกัน
การวิจัย งานวิจัยมีความสำคัญเป็นอันดับรอง งบประมาณสนับสนุนการวิจัยจะได้รับการพิจารณาก็ต่อเมื่อมีความต้องการจากผู้ใช้ ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนามักจะเป็นภาระของประเทศที่พัฒนาแล้ว งานวิจัยเป็นเรื่องหลักของสถาบันอุดมศึกษา ทั้งงานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยประยุกต์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ช่วยพัฒนาความเป็นอิสระทางวิชาการ และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ความสำคัญ

ของการศึกษา

เงื่อนไขของความสำคัญของการศึกษาขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มี เมื่อใดที่มีงบประมาณจำกัด ความสำคัญของการศึกษาย่อมมีความสำคัญรองลงมา การศึกษาเป็นกระบวนการทางสังคม เป็นลูกโซ่ของการศึกษา ต้นทุน โอกาสทางการศึกษาเชื่อมโยงกับปัจจัยอื่นในการพัฒนาสังคม
การศึกษาคือต้นทุนและการลงทุน ต้นทุนทางการศึกษาจะต้องควบคุมให้น้อยลง และขึ้นอยู่กับงบประมาณของรัฐ การศึกษาคือการลงทุน ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ของการวัดประสิทธิภาพ คือ การคำนวณต้นทุนและผลลัพธ์ที่ได้ ด้วยการใช้วิธีการคิดทางเศรษฐศาสตร์ แนวคิดเรื่องประสิทธิภาพไม่จำกัดขอบเขตในเรื่องของเศรษฐศาสตร์และต้นทุนทางบัญชี แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพ ความสอดคล้องและความเท่าเทียมในระยะยาว
การศึกษาฝึกอบรม

เป็นฐานการเก็บภาษี

ผู้เรียนที่ได้รับการศึกษาฝึกอบรมจากสถาบันอุดมศึกษาแล้วจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงเป็นรายได้ เมื่อจบการศึกษาเป็นกำไร ดังนั้นรายได้นี้จึงเก็บภาษีได้ รายได้ทางการศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นกับบุคคล แต่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบนอกการศึกษา เช่น ระบบตลาดงาน ได้คนมีความสามารถไปทำงาน ดังนั้น การศึกษาฝึกอบรมจึงไม่สามารถเก็บภาษีได้
การช่วยเหลือจากรัฐ ระบบการเงินที่อาศัยการสนับสนุนจากรัฐเป็นระบบที่ล้าหลัง คนจนต้องจ่ายภาษีเพื่อช่วยคนรวย ค่าเล่าเรียนเป็นกลไกที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ระบบการเงินที่ลดการแทรกแซงจากรัฐและใช้ค่าเล่าเรียนเป็นหลัก เป็นระบบที่ย้อนยุค การลดความไม่เท่าเทียมกันต้องเน้นนโยบายของรัฐในเรื่องการเก็บภาษีและการจัดสรรงบประมาณ
ความเท่าเทียมกัน

ทางสังคม

ระบบจะก่อให้เกิดความเท่าทียมกันเมื่อผู้เรียนจ่ายค่าเล่าเรียนเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่แต่ละครอบครัวที่มีเงินต้องจ่ายเงินทุนเพื่อการศึกษาสำหรับผู้ยากจน การสร้างระบบให้เกิดความเท่าเทียมแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและนโยบายที่ครอบคลุมถึงความรับผิดชอบของนโยบายของรัฐบาลโดยรวม

เมื่อพิจารณารูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทยในปัจจุบันเปรียบเทียบกับแนวความคิดที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่า ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนมีลักษณะเป็นการบูรณาการการรูปแบบการบริหารทั้งสองแนวความคิดมาใช้ เนื่องจากทั้งสองรูปแบบมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ หากมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับเรื่องต้นทุนและผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจหรือรูปแบบบริษัท จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นทั้งผลบวกและผลลบ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยให้ความสนใจกับผลตอบแทนทางการเงินทั้งในเรื่องสอนและการทำวิจัยซึ่งกระทบต่อจรรยาบรรณในฐานะนักวิชาการ และมีการสร้างหลักสูตรที่เน้นอาชีพมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในสังคม ทำให้มีผลกระทบต่อองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมทั้งความรู้ในเชิงองค์รวม และความคิดแบบบูรณาการ ผลในเชิงบวกได้แก่การที่มหาวิทยาลัยมีรายได้เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากความสามารถในการแข่งขันจะก่อให้เกิดการพัฒนามหาวิทยาลัยในหลายด้านทั้งในเรื่องวัสดุอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ และสามารถให้ทุนนักศึกษาที่ขาดแคลนได้มากขึ้น มีการเจริญเติบโตของหลักสูตรด้านอาชีพมากขึ้น รวมถึงเป็นการขยายโอกาสความสามารถในการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประชาชนทั่วไป

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีกระแสเปลี่ยนแปลงทำให้มหาวิทยาลัยต้องมีการพัฒนารูปแบบการบริหารไปสู่รูปแบบธุรกิจมากขึ้น ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการที่กำกับนโยบายการศึกษาของชาติ จะต้องร่วมกันพิจารณาว่าสถาบันอุดมศึกษาต้องปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันในลักษณะเชิงการตลาดมากเพียงใด จึงจะสามารถรักษาบทบาทหน้าที่หลักของสถาบันอุดมศึกษาไว้ได้ และรูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาควรมีความเป็นเอกชนหรือลักษณะบริษัทเท่าใด รัฐจะมีบทบาทอย่างไรในการกำหนดนโยบายเพื่อรักษาบทบาททางสังคมของสถาบันอุดมศึกษาไว้ให้ได้

เอกสารอ้างอิง

มานิต บุญประเสริฐ และคณะ. (2550). รายงานการวิจัยเรื่อง การพัฒนาภาวะผู้นำในระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

The purpose of life.

Posted on Updated on

fotolia_4811867_xs

The purpose of life is a life of purpose.

เป้าหมายของชีวิตคือ การใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย

Robert Byrne

การวิจัยเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

Posted on Updated on

บทนำ

สถาบันอุดมศึกษาเป็นสถานศึกษาที่ทำหน้าที่จัดการศึกษาในระดับปริญญา มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพขั้นสูง โดยทำการสอน การวิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ โดยทั่วไปแล้วจะจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท และเอก สถาบันอุดมศึกษาที่มีเอกชนเป็นเจ้าของไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลจะเรียกว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชน นอกจากนี้ยังมีมีสถาบันอุดมศึกษาประเภทอื่นๆ ได้แก่ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และสถาบันของรัฐในสังกัดอื่นๆ นอกเหนือไปจากกระทรวงศึกษาธิการ

การบริหารงานสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นจะมีลักษณะเช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ กล่าวคือ มีสภาสถาบันที่มีหน้าที่วางนโยบาย กำกับควบคุม ดูแลกิจการและการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยในฝ่ายบริหารนั้นมีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานตามนโยบายที่สภาสถาบันได้มอบหมาย พร้อมทั้งมีคณะกรรมการการอุดมศึกษาทำหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานอีกชั้นหนึ่ง โดยมาตรฐานการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 และตามกฎหมายแม่ ได้แก่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ในหมวด 5 ส่วนที่ 3 การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน มาตรา 43 – 45 กล่าวโดยสรุปคือ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีอิสระและความคล่องตัวในการดำเนินกิจการ สามารถพัฒนาระบบบริหารและการจัดการที่เป็นของตนเองภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถาบัน และตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

ในด้านการบริหารงานบุคคลนั้น สถาบันอุดมศึกษามีอิสระและความคล่องตัวในการบริหารจัดการงานบุคคลเช่นเดียวกับบริษัทเอกชนทั่วไป แต่กิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนถูกกำหนดให้ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน(ม. 23 วรรคแรก พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550) นั้นคือ คณาจารย์ พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะได้รับการคุ้มครองและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยไปกว่าผู้ที่ทำงานรับเงินเดือนจากบริษัทเอกชนทั่วไป

ปัจจุบันสภาพการแข่งขันด้านการศึกษามีความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งระหว่างสถาบันอุดมศึกษาเอกชนด้วยกัน และระหว่างสถาบันอุดมศึกษาเอกชนกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนทุกแห่งต่างพยายามที่จะพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในการแข่งขัน และตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือทรัพยากรมนุษย์ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแต่ละแห่ง ซึ่งหากบุคคลกรเหล่านั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ความสำเร็จของการดำเนินงานและจุดเด่นที่มีคุณภาพก็จะปรากฏขึ้นได้ ดังนั้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนทุกระดับทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ จะเป็นการพัฒนาศักยภาพที่สำคัญประการหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และหากมองในแง่ความเป็นองค์กรธุรกิจแล้วจะถือได้ว่าทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรเป็นทรัพยากรทุนที่สำคัญ และมีส่วนช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน

การวิจัยกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โดยทั่วไปการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรต่างๆ มักจะกระทำกันในลักษณะการฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ และเสริมสร้างทัศนคติที่ดี เพื่อก่อให้เกิดผลคือ บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพและประสบความสำเร็จตามที่องค์กรคาดหวัง และเมื่อกล่าวถึงการพัฒนาก็มักจะมีคำสำคัญตามมาอีกคำหนึ่งนั้นคือ ”การวิจัย” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นพบข้อเท็จจริงและวิธีการพัฒนา ตลอดจนการแก้ปัญหาการดำเนินการต่างๆ ให้ลุล่วงไปด้วยดีและมีประสิทธิภาพ แต่ประเด็นเรื่องการวิจัยกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มักจะไม่ค่อยมีการกล่าวถึงเท่าที่ควรทั้งที่มีคำถามการวิจัยที่น่าสนใจอยู่มากมายซึ่งสามารถให้คำตอบที่จะใช้เป็นฐานความรู้สำคัญในการกำหนดแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรได้ เช่น

– ทำอย่างไรจะจูงใจพนักงานทำงานโดยไม่จำเป็นต้องขึ้นเงินเดือนประจำปี ?

– ทำอย่างไรจะทราบว่าพนักงานทำงานอย่างมีความสุขหรือไม่ในองค์กร ?

– ทำอย่างไรองค์กรจะทราบได้ว่าพนักงานที่ปฏิบัติงานเหมาะสมกับตำแหน่งงาน ?

– ทำอย่างไรพนักงานทุกคนจะมีพฤติกรรมเป็นไปตามความคาดหวังขององค์กรด้วยความเต็มใจ ?

ประเภทของการวิจัยที่อาจนำมาใช้เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น ได้แก่

1. การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) เป็นการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ เช่น สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เพื่อหาความรู้ใหม่และพัฒนาความรู้เฉพาะทาง ซึ่งการวิจัยประเภทนี้ผู้วิจัยมักเป็นคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา

2. การวิจัยสถาบัน (Institution Research) มุ่งศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้องโดยตรงของสถาบัน เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับการวางแผน กำหนดนโยบายและการตัดสินใจดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจและการพัฒนากิจกรรมต่างๆ ของสถาบัน

3. การวิเคราะห์นโยบาย (Policy Analysis) เป็นกระบวนการวิจัยที่มุ่งหาความสัมพันธ์และประเมินค่าข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อเลือกใช้กลยุทธ์ในการบริหารงานด้านนโยบายของสถาบันอุดมศึกษา

4. การวิจัยประเมินผล (Evaluation Research) จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบของการใช้ตัวแบบ วิธีการ หรือกลยุทธ์ ที่ได้จากการวิจัยประเภทอื่นๆ

การวิจัยทั้ง 4 ประเภทมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ทั้งสิ้น

การวิจัยเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

จากการพิจารณาความสัมพันธ์ และวิเคราะห์ผลงานวิจัยประเภทต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการบริหารจัดการและการพัฒนา รวมถึงคำนึงถึงข้อจำกัดเรื่องบประมาณและระยะเวลาที่ใช้ ประกอบกับประสิทธิภาพในการดำเนินการและการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ผู้เขียนมีความเห็นว่า การวิจัยสถาบัน เป็นการวิจัยที่เหมาะสมแก่การนำไปใช้เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสถาบันอุดมศึกษา ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

1. การวิจัยพื้นฐานมีธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสาขาวิชา แม้ว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะมีคณาจารย์ที่ทำวิจัยประเภทนี้อยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่องค์ความรู้ที่ได้มักกระจัดกระจายไปตามสาขาวิชาหรือความเชี่ยวชาญของคณาจารย์ผู้ทำวิจัย ซึ่งบางครั้งไม่อาจนำมาใช้ประโยชน์ในทางการบริหารได้ จะมีบ้างก็ในกรณีที่การวิจัยนั้นเป็นการวิจัยในสาขาวิชาด้านการบริหารธุรกิจ รัฐศาสตร์หรือศาสตร์ทางการบริหารอื่นๆ

2. การวิเคราะห์เชิงนโยบายมักจะมีกรอบระยะเวลาที่ค่อนข้างยาว หรือผลการวิจัยที่ได้มีลักษณะเป็นนโยบายหรือแผนระยะยาว ประกอบกับนโยบายที่กำหนดขึ้นมักจะไม่ได้เกิดจากการวิจัยที่แท้จริง หากแต่เป็นความประสงค์หรือความมุ่งหมายของฝ่ายบริหารเสียส่วนใหญ่

3. การวิจัยประเมินผลมีลักษณะเป็นการศึกษาผลของสิ่งที่ได้ปฏิบัติไปแล้ว เพื่อให้ได้ข้อมูลย้อนกลับดังนั้นจึงใช้ระยะเวลานาน และอาจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

4. การวิจัยสถาบันมีแนวคิดที่สำคัญซึ่งเหมาะสมกับการนำไปใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังนี้

– เป็นการทำวิจัยภายในหน่วยงานหรือสถาบันเป็นการเฉพาะ

– เป็นการทำวิจัยตามขอบเขต ลักษณะ หน้าที่ โครงสร้างของงานหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละองค์กรหรือสถาบันนั้นๆ

– เป็นการทำวิจัยทั้งปัญหาเฉพาะหน้าที่หรือการที่จะวางนโยบายหรือแผนระยะยาวของสถาบัน

– ผลงานการวิจัยสถาบัน จะต้องนำมาแก้ไขปัญหาหรือกำหนดนโยบายหรือพัฒนาองค์กรหรือสถาบันนั้นๆ เท่านั้น แต่อาจนำไปเป็นแนวทางในการวิจัยสถาบันอื่นๆได้

– คณะผู้วิจัยเป็นนักวิจัย หรือ นักวิชาการ ที่สังกัดอยู่ภายในหน่วยงานหรือสถาบันนั้นๆ (เว้นแต่จะมีที่ปรึกษาจากภายนอกร่วมด้วยก็ได้)

– แนวคิดหรือเป้าหมายหลักของการวิจัยสถาบันก็คือ เพื่อให้บริหารนำข้อมูลหรือข้อค้นพบต่างๆ จากการวิจัยไปใช้ประกอบในการแก้ปัญหา กำหนดนโยบายพัฒนาสถาบันหรือตัดสินใจในภาวการณ์ที่คับขัน เป็นต้น

จากแนวคิดข้างต้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการทุกด้านโดยอาศัยการวิจัยเป็นฐานนั้น จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของหน่วยงานอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยสถาบันที่สามารถแก้ปัญหาและสร้างความรู้ใหม่เพื่อการดำเนินงานภายในสถาบันได้ อย่างไรก็ดีแม้การวิจัยจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่า แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการอยู่บ้าง เช่น การที่ผู้บริหาร คณาจารย์หรือเจ้าหน้าที่บางส่วนเกิดความไม่เข้าใจและสงสัยว่างานวิจัยคืออะไร หรือเกิดข้อสงสัยในการนำผลการวิจัยไปปฏิบัติ จึงควรต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องการวิจัยให้แก่บุคลากรทุกระดับ เพื่อให้การวิจัยเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.

เทียนฉาย กีระนันท์. (2544). สังคมศาสตร์การวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

พยอม วงศ์สารศรี. (2545). การบริหารทรัพยากรมนุษย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สุภา.

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. (2551). พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550. กรุงเทพฯ: AU PRESS.

สำนักวิจัยสถาบันและประเมินผล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ. (2549). การวิจัยสถาบัน. [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://ireo.bu.ac.th/1html_81.html (วันที่ค้นข้อมูล 1 กุมภาพันธ์ 2552).

แนะนำหนังสือ

Posted on Updated on

เกิดเป็นพุทธศาสนิกชนแล้วทั้งที ศีลห้าก็ท่องจำได้หมด อาจเรียงสลับข้อไปบ้างไม่เป็นไร แต่จะปฏิบัติหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง

เวลาเราไปซื้อของ โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ยังมีคู่มือการใช้ให้ เมื่อนับถือศาสนาพุทธก็น่าจะมีคู่มือเหมือนกัน แนะนำหนังสือครับ เล่มไม่ใหญ่ไปกว่าฝ่ามือ บางกว่าโทรศัพท์มือถือ แต่อ่านแล้วทำให้เกิดอยากได้ความรู้ต่อไป หรืออย่างน้อยได้หลักปฏิบัติสำหรับชาวพุทธอย่างเราๆท่านๆ

Scan10011

คงหาเจอกันได้ไม่ยาก ส่วนผมโดนนักศึกษาขอยืมไปอ่านแล้ว

เริ่มต้นวันนี้ไม่สาย

Posted on Updated on

ไม่ต้องทำการวิจัย หรือการสำรวจใดๆ เพียงอาศัยการสังเกต ผมคิดว่าก็น่าจะได้ข้อสรุปที่ตรงกับอาจารย์ท่านอื่นว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ขาดทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งชี้ถึงของคุณภาพของผู้เรียนในปัจจุบัน และนอกจากนี้ยังมีนักศึกษาอีกส่วนหนึ่งที่มีลักษณะไม่กระตือรือร้น เฉื่อยชาในการเรียน คิดไม่เก่ง นำเสนอไม่เป็น ทำงานกลุ่มไม่ได้ ไปจนกระทั่งถึงมีความเห็นแก่ตัว

จากที่กล่าวมาข้างต้น ผมไม่ได้มีเจตนาจะไปต่อว่าหรือซ้ำเติมนักศึกษาแต่อย่างใด เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลของจัดการเรียนการสอนแบบไทยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาที่มักจะสอนโดยเน้นครูเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยที่สอนแบบบรรยายเสียเป็นส่วนใหญ่ 

การสอนแบบบรรยายได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะถูกจริตกับทั้งนักศึกษาและอาจารย์กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งชอบฟัง อีกฝ่ายหนึ่งก็พูดเก่ง จุดอ่อนที่สำคัญของการสอนแบบนี้คือ ผู้ฟังฟังแล้วก็ลืม ไม่ได้คิดตาม แถมไม่ได้จดบันทึก สุดท้ายไม่ได้ความรู้ความเข้าใจอะไรกลับไปเลย สิ่งที่จดจำได้ก็มักจะเป็นเรื่องขำขัน หรือมุขตลกที่อาจารย์เล่า จำไม่ได้ด้วยว่าเรียนเรื่องอะไร

จะกล่าวโทษกันก็ไม่มีประโยชน์ คิดหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกันดีกว่าครับ

แม้ว่าเราจะเปลี่ยนวิธีสอนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ หรือนำเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบต่างๆ มาใช้ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากนักศึกษาเคยชินกับวิธีการเรียนแบบนี้มานานแล้ว อีกทั้งยังคาดหวังว่าจะต้องได้รับความรู้จากปากอาจารย์แต่เพียงฝ่ายเดียว จนกระทั่งผมอดสงสัยไม่ได้ว่า อาจารย์มีหน้าที่เพียงส่งผ่านความรู้ คืออ่านตำราแล้วมาเล่าให้นักศึกษาฟังหรือไม่

ผมคิดว่าการสอนแบบบรรยายยังคงมีความจำเป็นอยู่เช่นเดิม แต่ควรนำเทคนิคหรือกิจกรรมอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย เช่น หลังจากการบรรยายไป 15 นาที เราลองให้นักศึกษาสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป โดยเขียนเป็นประโยคสั้นๆ สักสองสามประโยค (Minute paper), แบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มเพื่อช่วยกันตอบคำถาม เนื่องจากหากให้ตอบเป็นรายบุคคลนักศึกษาจะเครียดเกินไป ถามบ่อยๆเข้าจะพาลไม่มาเรียน, ช่วงสุดท้ายก่อนหมดเวลาให้นักศึกษาสรุปการเรียนรู้โดยเขียนเป็นประโยคออกมา หรือทำการทดสอบก่อนจบการสอน ฯลฯ

ประกอบกับในยุคทีเทคโนโลยีสื่อสารทันสมัย เรามีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โทรศัพท์มือถือที่ใช้ประโยชน์ได้มากกว่ารับสายและโทรออก คอมพิวเตอร์โน้ตบ๊คที่ใครๆก็มีได้ พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาเปลี่ยนแปลงไป นิยมความสะดวกรวดเร็ว และสามารถเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ง่ายกว่าเดิม จึงควรใช้ประโยชน์จากช่องทางดังกล่าว โดยเน้นการสื่อสารระหว่างอาจารย์และนักศึกษา รวมถึงกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ โดยมีอาจารย์คอยแนะนำและกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผมจึงมีความตั้งใจทำ blog และสื่อสารกับนักศึกษาผ่านทาง twitter ในอินเทอร์เน็ต เพราะนอกจากจะดูทันยุคทันสมัยแล้ว ผมคิดว่าน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเรียนรู้แบบใหม่ของนักศึกษา  

การจัดการเรียนรู้ (สอนให้ดีขึ้น) ที่ยังคงมีการบรรยายในห้องเรียนควบคู่ไปกับกิจกรรมที่เหมาะสม พร้อมกับมีการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ ผมได้แต่หวังว่านักศึกษาจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติใหม่ คือ กระตือรือร้นสนใจอยากเรียนรู้มากยิ่งขึ้น  ได้แต่หวังนะครับ