Latest Event Updates

วิถีชีวิตคนมีมือถือ

Posted on Updated on

มือถือที่จะพูดถึงในที่นี้คือโทรศัพท์มือถือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีนะครับ ไม่ใช่มือที่เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายซึ่งใช้จับใช้ถืออะไร

เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้วที่ผมมีมือถืออยู่ใกล้ตัวแทบจะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ด้วยความเคยชินหรืออย่างไรไม่ทราบ จะดีหน่อยก็ตอนอาบน้ำไม่เอาเข้าห้องน้ำไปด้วย เพราะมันคงทุลักทุเลมากในการรับสายขณะอาบน้ำ แต่ที่น่าอนาจใจยิ่งกว่าคือในขณะที่กำลังนั่งชักโครก (มือถืออยู่ในกางเกงพอดี) เกิดมีคนโทรเข้า ถ้าเจอแบบนี้ผมไม่รับสายล่ะครับ ไม่ว่าใครโทรมาก็ตาม เพราะคงจะไม่สุภาพอย่างมากถ้ารับสายไปด้วย

คนวัยสามสิบต้นๆอย่างผม จัดเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากโลว์เทคไปไฮเทค ได้มีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีต่างๆตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ผมเคยได้ใช้ "โทรศัพท์เคลื่อนที่" ซึ่งจะให้เรียกว่าโทรศัพท์มือถือก็ตะขิดตะขวงใจ เำพราะขนาดที่ใหญ่โต มีน้ำหนักสี่กิโลกว่า ไม่ได้โทรหาใครหรอกครับก็โทรเข้าเบอร์บ้านตัวเองนั้นแหละ นอกจากนี้ยังเคยลองใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นคลาสสิค ซึ่งเรียกกันเล่นๆว่ารุ่นกระดูกหมา ที่พูดมาทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของส่วนตัวนะครับ เด็กๆสมัยนั้นยังไม่มีใครมีมือถือเป็นของตัวเองหรอก อย่างที่บ้านผมมีกันห้าคนพ่อแม่ลูก พ่อผมมี Nokia 101 คนเดียว ยังเก็บไว้อยู่เลย ส่วนแม่กับลูกก็ยืมพ่อใช้

125px-DynaTAC8000X

 

ถ้าจะให้ไล่ เรียงเทคโนโลยีของมือถือจนมาถึง iPhone หรือ blackberry ก็จะเกินความสามารถไปหน่อย แต่มีประเด็นที่อยากจะกล่าวถึงมือถือในแง่ที่กระทบกับวิถีชีวิตของตัวเองและ คนรอบข้างเท่าที่สังเกตพบ

สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ได้จัดพิมพ์หนังสือ "มือถือ…ในมือเด็ก" เขียนโดยคุณฐิตินันต์ ศรีสถิตและคุณอวยพร แต้ชูตระกูล เป็นคู่มือเพื่อการใช้โทรศัพท์มือถือของเด็กและเยาวชนอย่างสร้างสรรค์ เท่าทันและปลอดภัย ภายในประกอบด้วยเนื้อหาที่น่าใจมากมายเกี่ยวกับการใช้มือถือ และข้อมูลสถิติต่างๆ ส่วนที่โดนใจผมและสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนมีมือถืออย่างเราๆท่านๆ คือเรื่องอาการเสพติดมือถือ โดยให้สำรวจตัวเองว่ามีอาการเข้าข่ายตามรายการต่างๆเหล่านี้หรือไม่ เช่น ตื่นเช้ามาควานหามือถือก่อน เพื่อดูว่ามี missed call หรือป่าว เวลากินข้าวเอามือถือไว้ข้างจานเสมอ ลืมมือถือไว้ที่บ้านทำให้หมดความมั่นใจ และทันทีที่ออกจากเครื่องบินหรือโรงภาพยนตร์ อย่างแรกที่ต้องทำคือเช็คว่ามีใครโทรมา ฯลฯ อาการที่กล่าวมานี้คงเป็นกันบ้างไม่มากก็น้อย อาจจะมีมากกว่านี้ก็น่าจะเข้าขั้นเสพติด

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ามือถือทำให้วิถีชีวิตของคนเราเปลี่ยนไปอย่างน้อยสองเรื่อง

เรื่องแรก การนัดหมาย ไม่ว่าจะนัดเพื่อน นัดแฟน นัดเรื่องงาน หรือนัดอาจารย์ มักจะไม่ได้ระบุเวลาหรือแม้กระทั่งสถานที่ไว้อย่างชัดเจน โดยอาศัยประโยชน์จากการที่ทุกคนมีมือถือ เช่น นัดเพื่อนไปซื้อของที่ตลาดนัด ก็จะไปถึงก่อนแล้วค่อยโทรหากัน ประเด็นต่อเนื่องคือประโยคที่ติดปากในการคุยโทรศัพท์ของคนส่วนใหญ่ คือ จะถามอีกฝ่ายว่า "อยู่ไหน?" ผมเคยเจอกับตัวเอง เพื่อนโทรมาหาที่บ้าน คือโทรเข้่าเบอร์บ้านนะครับ พอรับสายปุ๊บ เพื่อนถามผมเลยว่า "เฮ้ย อยู่ไหน?" ไอ้เราก็งงสิ โทรมาที่บ้านเราแท้ๆดันมาถามเราว่าอยู่ไหน เลยคิดได้ว่าคงจะเคยชินที่ถามซะมากกว่าที่ต้องการได้คำตอบจริงๆ อีกครั้งหนึ่งในระหว่างสอนหนังสือ กำลังยกประเด็นเรื่องนี้มาให้นักศึกษาอภิปรายกัน บังเอิญมีคนโทรมาหานักศึกษาคนหนึ่ง มือถือก็ดังพอดี ผมอนุญาตให้นักศึกษาคนนั้นรับสาย โดยบอกกับทุกคนในห้องว่า คนที่โทรมาต้องถามว่าอยู่ไหนแน่เลย ผมไม่ได้ยินเสียงคนที่โทรมานะครับ แต่ได้ยินนักศึกษาคนนั้นตอบกลับไปว่า "อยู่วิทยาลัย เรียนหนังสืออยู่…"

เรื่องที่สอง ความสามารถในการจดจำตัวเลขจะด้อยลงเมื่อมีมือถือ ก่อนหน้านี้ผมสามารถจำเบอร์โทรศัพท์ เพจเจอร์ของเพื่อนได้มากกว่ายี่สิบเบอร์ บางคนจำได้มากกว่าผมเสียอีก อาจเป็นเพราะต้องใช้เป็นประจำเลยจำได้ ไม่ว่าจะต้องกดหมายเลขกับแป้นโทรศัพท์ หรือบอกกับโอเปอร์เรเตอร์ในกรณีต้องการเพจไปหา (คนอายุต่ำกว่าสามสิบอาจไม่เข้าใจ) ทุกวันนี้เบอร์ของแฟนยังไม่แน่ใจเลย เพราะเมมไว้แล้ว

นอกจากนี้ หากมองในเชิงคุณค่าของมือถือ นักศึกษาในมหาวิทยาัลัยที่ผมสอนบางคนมีมือถือรุ่นใหม่ ราคาแพง แต่ถูกใช้เป็นเพียงสมุดจดเบอร์โทรศัพท์ เพราะเห็นเดินไปใช้โทรศัพท์สาธารณะ โดยเปิดดูเบอร์ที่ต้องการโทรจากมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดไปด้วย
คำกล่าว ที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คงจะมีความเป็นสากลที่ยอมรับได้ทั่วไป ชีวิตในยุคที่มือถือสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ดีไม่แพ้คอมพิวเตอร์ ทำให้เราตระหนักว่าสิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกและแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอให้เรารู้เท่าทัน รู้คุณค่า ตามความเหมาะสมนะครับ
หากสนใจอยากได้หนังสือ "มือถือ…ในมือเด็ก" ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://myfreezer.wordpress.com/2009/11/03/mobile-not-for-kids เข้าใจว่ามีแจกฟรีนะครับ

cover-mobile-not-for-kids

หมายเหตุ

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่  http://chonlataz.blogspot.com/2009/11/blog-post_14.html

เรียนปรัชญาไปเพื่ออะไร

Posted on Updated on

หากเรียนรู้ปรัชญาเพื่อเป็น “นักปรัชญา” คงไม่ทำให้ร่ำรวย  นอกจากนี้อาจถึงขั้นตกงาน

“ปรัชญาคือการคิดในเรื่องชีวิตและประสบการณ์ต่างๆ อย่างมีเหตุผล โดยมุ่งแสวงหาความรู้เพื่อเข้าถึงความจริง” ดังนั้นเมื่อเรียนปรัชญาไปแล้วจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจสิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบปรัชญากับคำสอนทางศาสนาจะพบว่าแตกต่างกันในความคิด ดังตัวอย่างต่อไปนี้

แนวความคิดเชิงปรัชญา: การพูดโกหกเรื่องเล็กน้อยเพื่อทำให้ภรรยาสบายใจเป็นสิ่งที่สามีควรทำหรือไม่?   แนวความคิดเชิงศาสนา การพูดโกหกถือเป็นบาป ไม่ว่าจะโกหกเพื่อให้เกิดผลอะไรก็ตาม

จะเห็นได้ว่า ปรัชญาคือการสอนให้คิดอย่างมีเหตุผล โดยไม่คำนึงถึงอารมณ์หรือความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งแต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการแห่งการใช้เหตุผล และเมื่อเราเรียนรู้ปรัชญามากขึ้นจะพบว่า สิ่งที่เป็น คำถามของปรัชญา หรือข้อสงสัยที่ต้องการหาคำตอบในเชิงปรัชญาจะมีอยู่สามเรื่องหลัก คือ ความจริงคืออะไร (อภิปรัชญา) รู้ได้อย่างไร (ญาณวิทยา) เอาอะไรมาวัด (จริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์)

คนที่มองสิ่งต่างๆรอบตัวในเชิงปรัชญา คือเข้าถึงแก่นแท้หรือหลักการของเรื่องเหล่านั้น จะประสบความสำเร็จในการทำงานหรือในการประกอบอาชีพได้มากกว่าคนที่ไม่คิดอย่างลึกซึ้ง

Mark Zuckerberg หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Facebook ซึ่งเป็นเว็บไซต์สังคมออนไลน์ที่โด่งดังมากที่สุดในขณะนี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่มีมุมมองต่อเรื่องหนึ่งเรื่องใดอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในเชิงเทคนิควิธีการพัฒนารูปแบบเว็บไซต์เช่น Facebook นั้นคงไม่อยากเกินไป แต่การที่ Facebook เป็นที่นิยมก็เป็นเพราะวิธีคิดของ Mark Zuckerberg ที่เข้าใจการดำรงอยู่และความต้องการของสังคมออนไลน์อย่างแท้จริงจึงพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์นั้นออกมาเป็นเว็บไซต์จนได้รับความนิยม

ในความรู้สึกของหลายคน วิชาปรัชญาอาจจะยากเกินไป แต่หากคำนึงถึงศักยภาพที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์อย่างเราแล้วจะพบว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นคือการรู้จักคิด ดังนั้นวิชาปรัชญาจึงสะท้อนความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่งด้วย

ทำความรู้จักวิชาจริยศาสตร์?

Posted on Updated on

วิชาจริยศาสตร์ เป็นการศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความดี ชั่ว ความถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ในเชิงปรัชญา

เป็นวิชาที่ใช้วิธีการทางปรัชญา (การใช้เหตุผล) เพื่อศึกษาเรื่อง คุณค่าทางจริยศาสตร์ (ความดี) ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือการกระทำของมนุษย์

อาจกล่าวได้ว่า จริยศาสตร์เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาเกี่ยวกับ “คุณค่า” การกระทำของมนุษย์ (value in human conduct) โดยมีเหตุผลเป็นพื้นฐานในการโต้แย้ง

การละเมิดกฎหมายรวมถึงการไม่ปฏิบัติตามศีลธรรมจริยธรรมอันดีงาม เป็นสิ่งที่พบเห็นได้จากชีวิตประจำวันและจากสื่อต่างๆ

Business-Ethics-and-Society-DSST

คำถามที่สำคัญคือ ทุกคนรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรควรทำไม่ควรทำ แต่ทำไมจึงยังมีคนทำสิ่งที่ไม่ดีอยู่?

โกหกเป็นสิ่งไม่ดี แล้วพวกเราเคยโกหกหรือไม่?  

การดื่มสุราทำลายสุขภาพและเกิดโทษ รวมถึงผิดศีล เมื่อคืนไปดื่มกันมาหรือเปล่า?

“จริยศาสตร์” ไม่ใช่การสอนที่ตายตัวว่าอะไรดีชั่ว ถูกผิด แต่เป็นเพียงการเสนอความคิดเห็น วิเคราะห์หลักความประพฤติ ให้หลักการโต้แย้งและแสดงเหตุผลอย่างกว้างๆ ในเรื่องการกระทำของมนุษย์ในเชิงของปรัชญา

ผลการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษแรก (พ.ศ.2542 – 2551)

Posted on Updated on

เรียบเรียงจากข้อสรุปของสภาการศึกษาแห่งชาติ

ความสำเร็จมาก

  • การขยายโอกาสทางการศึกษา12 ปี และ 15 ปี
  • การจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ
  • การศึกษาทางเลือก การจัดการศึกษาโดยครอบครัว สถานประกอบการ สถาบันศาสนา ฯลฯ
  • การเพิ่มงบประมาณเพื่อการศึกษา
  • การมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา

ความสำเร็จปานกลาง

  • การปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
  • การใช้แหล่งการเรียนรู้ ครูภูมิปัญญาไทย

ความล้มเหลว

  • การผลิตและพัฒนาครู ผู้บริหาร
  • วิทยฐานะครูและผู้บริหาร กับ ผลการเรียน ของผู้เรียนไม่สัมพันธ์กัน
  • สื่อและเทคโนโลยี

เรื่องที่ล้มเหลว สร้างความแตกแยก และเสียเวลากับการปฏิรูปการศึกษา คือการปฏิรูปโครงสร้าง

รูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทย

Posted on Updated on

สถาบันอุดมศึกษาเป็นสถานศึกษาที่ให้การศึกษาในระดับปริญญา มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพขั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ โดยทั่วไปแล้วจะจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท และเอก ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และสถาบันของรัฐในสังกัดอื่นๆ นอกเหนือไปจากกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อพิจารณาเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาของรัฐแล้วจะพบว่าเกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารจากเดิมที่ได้การสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินจากรัฐบาลในการดำเนินงาน มาสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับที่ต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น และบทความชิ้นนี้เป็นการนำเสนอกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทยในภาพรวม

สถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยนั้นถือว่าเป็นสถาบันที่สำคัญในสังคมไทย กล่าวคือเป็นสถานศึกษาที่มุ่งสร้างคนไทยให้มีความรู้ความสามารถ และแข่งขันได้ในสังคมโลกที่มีพลวัตรสูงเช่นปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทั้งจากกระแสภายในประเทศและกระแสสังคมโลกทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวและต้องปฏิบัติในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะความจำเป็นของมหาวิทยาลัยไทยในการจัดหารายได้ด้วยตนเองนอกเหนือไปจากเงินรายได้ที่ได้รับความสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล อันเนื่องมากจากข้อจำกัดของการจัดทำงบประมาณของประเทศไทยที่มหาวิทยาลัยของรัฐต้องเสนอของบประมาณโดยแข่งขันกับส่วนราชการอื่นๆ ประกอบกับรายได้ที่มหาวิทยาลัยหามาได้ด้วยตนเองนั้น มหาวิทยาลัยสามารถบริหารจัดการภายใต้ระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ ซึ่งงบประมาณจากรัฐบาลและรายได้ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้สามารถมีการดำเนินการตามนโยบายและบริหารงานตามความจำเป็นของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยจึงต้องกำหนดทิศทางในการพัฒนาโดยเฉพาะเรื่องต่างๆ ในการบริหารให้ชัดเจน

การบริหารสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบันอาจแบ่งได้ 2 รูปแบบ คือการบริหารแบบบริษัท (University – Company) และการบริหารที่เน้นสังคม (University – Society)

รูปแบบการบริหารทั้งสองรูปแบบมีแนวคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกันได้ดังนี้ (UNESCO, Havana Conference อ้างถึงในมานิต บุญประเสริฐ และคณะ, 2550)

แนวคิดหลัก การบริหารแบบบริษัท การบริหารแบบที่เน้นสังคม
การประเมินคุณภาพ คุณภาพตัดสินด้วยความสามารถของบัณฑิตในการมีงานทำ และมีการนำแนวคิดการตลาดมาใช้กับการจัดการศึกษา คุณภาพมีความหมายกว้าง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่สังคมได้รับเป็นสำคัญ
ความมีอิสระ

ในการสร้างสรรค์

งานวิชาการ

สถาบันอุดมศึกษาสูญเสียธรรมชาติในตัวเองเมื่อนำแนวคิดการตลาดมาใช้กับกิจกรรมของสถาบัน มีอิสระในการแสวงหาความจริงและการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาสามารถปฏิเสธที่จะอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐหรืออำนาจใดๆ
การเข้าถึงอุดมศึกษา จำนวนนักศึกษาที่รับเข้าศึกษาจะต้องสมดุลกับความต้องการของวิชาชีพนั้นๆ และมีการจำกัดการรับ ดังนั้นสิทธิทางการศึกษาจึงมิใช่ของทุกคนอย่างแท้จริง การศึกษาเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่จัดการศึกษาให้กับประชาชน ตามความต้องการของเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ดังนั้นคุณภาพและปริมาณจึงต้องได้รับการพิจารณาร่วมกัน
การวิจัย งานวิจัยมีความสำคัญเป็นอันดับรอง งบประมาณสนับสนุนการวิจัยจะได้รับการพิจารณาก็ต่อเมื่อมีความต้องการจากผู้ใช้ ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนามักจะเป็นภาระของประเทศที่พัฒนาแล้ว งานวิจัยเป็นเรื่องหลักของสถาบันอุดมศึกษา ทั้งงานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยประยุกต์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ช่วยพัฒนาความเป็นอิสระทางวิชาการ และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ความสำคัญ

ของการศึกษา

เงื่อนไขของความสำคัญของการศึกษาขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มี เมื่อใดที่มีงบประมาณจำกัด ความสำคัญของการศึกษาย่อมมีความสำคัญรองลงมา การศึกษาเป็นกระบวนการทางสังคม เป็นลูกโซ่ของการศึกษา ต้นทุน โอกาสทางการศึกษาเชื่อมโยงกับปัจจัยอื่นในการพัฒนาสังคม
การศึกษาคือต้นทุนและการลงทุน ต้นทุนทางการศึกษาจะต้องควบคุมให้น้อยลง และขึ้นอยู่กับงบประมาณของรัฐ การศึกษาคือการลงทุน ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ของการวัดประสิทธิภาพ คือ การคำนวณต้นทุนและผลลัพธ์ที่ได้ ด้วยการใช้วิธีการคิดทางเศรษฐศาสตร์ แนวคิดเรื่องประสิทธิภาพไม่จำกัดขอบเขตในเรื่องของเศรษฐศาสตร์และต้นทุนทางบัญชี แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพ ความสอดคล้องและความเท่าเทียมในระยะยาว
การศึกษาฝึกอบรม

เป็นฐานการเก็บภาษี

ผู้เรียนที่ได้รับการศึกษาฝึกอบรมจากสถาบันอุดมศึกษาแล้วจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงเป็นรายได้ เมื่อจบการศึกษาเป็นกำไร ดังนั้นรายได้นี้จึงเก็บภาษีได้ รายได้ทางการศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นกับบุคคล แต่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบนอกการศึกษา เช่น ระบบตลาดงาน ได้คนมีความสามารถไปทำงาน ดังนั้น การศึกษาฝึกอบรมจึงไม่สามารถเก็บภาษีได้
การช่วยเหลือจากรัฐ ระบบการเงินที่อาศัยการสนับสนุนจากรัฐเป็นระบบที่ล้าหลัง คนจนต้องจ่ายภาษีเพื่อช่วยคนรวย ค่าเล่าเรียนเป็นกลไกที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ระบบการเงินที่ลดการแทรกแซงจากรัฐและใช้ค่าเล่าเรียนเป็นหลัก เป็นระบบที่ย้อนยุค การลดความไม่เท่าเทียมกันต้องเน้นนโยบายของรัฐในเรื่องการเก็บภาษีและการจัดสรรงบประมาณ
ความเท่าเทียมกัน

ทางสังคม

ระบบจะก่อให้เกิดความเท่าทียมกันเมื่อผู้เรียนจ่ายค่าเล่าเรียนเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่แต่ละครอบครัวที่มีเงินต้องจ่ายเงินทุนเพื่อการศึกษาสำหรับผู้ยากจน การสร้างระบบให้เกิดความเท่าเทียมแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและนโยบายที่ครอบคลุมถึงความรับผิดชอบของนโยบายของรัฐบาลโดยรวม

เมื่อพิจารณารูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทยในปัจจุบันเปรียบเทียบกับแนวความคิดที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่า ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนมีลักษณะเป็นการบูรณาการการรูปแบบการบริหารทั้งสองแนวความคิดมาใช้ เนื่องจากทั้งสองรูปแบบมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ หากมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับเรื่องต้นทุนและผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจหรือรูปแบบบริษัท จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นทั้งผลบวกและผลลบ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยให้ความสนใจกับผลตอบแทนทางการเงินทั้งในเรื่องสอนและการทำวิจัยซึ่งกระทบต่อจรรยาบรรณในฐานะนักวิชาการ และมีการสร้างหลักสูตรที่เน้นอาชีพมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในสังคม ทำให้มีผลกระทบต่อองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมทั้งความรู้ในเชิงองค์รวม และความคิดแบบบูรณาการ ผลในเชิงบวกได้แก่การที่มหาวิทยาลัยมีรายได้เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากความสามารถในการแข่งขันจะก่อให้เกิดการพัฒนามหาวิทยาลัยในหลายด้านทั้งในเรื่องวัสดุอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ และสามารถให้ทุนนักศึกษาที่ขาดแคลนได้มากขึ้น มีการเจริญเติบโตของหลักสูตรด้านอาชีพมากขึ้น รวมถึงเป็นการขยายโอกาสความสามารถในการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประชาชนทั่วไป

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีกระแสเปลี่ยนแปลงทำให้มหาวิทยาลัยต้องมีการพัฒนารูปแบบการบริหารไปสู่รูปแบบธุรกิจมากขึ้น ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการที่กำกับนโยบายการศึกษาของชาติ จะต้องร่วมกันพิจารณาว่าสถาบันอุดมศึกษาต้องปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันในลักษณะเชิงการตลาดมากเพียงใด จึงจะสามารถรักษาบทบาทหน้าที่หลักของสถาบันอุดมศึกษาไว้ได้ และรูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาควรมีความเป็นเอกชนหรือลักษณะบริษัทเท่าใด รัฐจะมีบทบาทอย่างไรในการกำหนดนโยบายเพื่อรักษาบทบาททางสังคมของสถาบันอุดมศึกษาไว้ให้ได้

เอกสารอ้างอิง

มานิต บุญประเสริฐ และคณะ. (2550). รายงานการวิจัยเรื่อง การพัฒนาภาวะผู้นำในระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

The purpose of life.

Posted on Updated on

fotolia_4811867_xs

The purpose of life is a life of purpose.

เป้าหมายของชีวิตคือ การใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย

Robert Byrne